บันทึกงานวิจัย · ประเทศไทย · 25 กันยายน 2569

ป่าที่ควรค่าแก่การดูแล หลักฐานที่ควรค่าแก่ความเชื่อถือ

ทำความเข้าใจคาร์บอนป่าไม้ผ่านข้อมูลภาคสนาม ดาวเทียม และ AI โดยเปิดให้ตรวจสอบที่มาของทุกผลประเมิน

คนคนหนึ่งอาจดูแลป่ามาหลายปี แต่ยังตอบได้ยากว่างานที่ทำสร้างผลลัพธ์เท่าไร ต้นไม้มีอยู่จริง ความทุ่มเทมีอยู่จริง ส่วนหลักฐานกลับกระจายอยู่ในสมุดสำรวจ แผนที่ ตารางราชการ และคลังภาพดาวเทียม การนำข้อมูลเหล่านี้มาประเมินคาร์บอนอย่างมีเหตุผลต้องลงแรง หน้าจอที่สวยเพียงอย่างเดียวทำงานส่วนนี้แทนไม่ได้

โครงการนี้จึงเริ่มจากการทำให้หลักฐานอยู่ใกล้มือขึ้น ทำให้สูตรถูกตั้งคำถามได้ง่ายขึ้น และทำให้คนสำรวจกับคนตรวจผลมองเห็นข้อมูลชุดเดียวกันว่าอะไรตรวจวัดแล้ว อะไรเป็นสมมติฐาน และอะไรยังต้องกลับไปวัด เทคโนโลยีมีคุณค่าเมื่อช่วยให้การพูดคุยเรื่องเหล่านี้ตรงไปตรงมาขึ้น

จุดเริ่มต้นคือการสอบถามเรื่องใช้ AI ช่วยประเมินคาร์บอนป่าไม้จากผู้ทำงานด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกของไทย ผลลัพธ์ในขั้นนี้เป็นเครื่องมือวิจัยนำร่องอิสระ เปิดเผยโค้ดและตรวจย้อนการคำนวณได้ ยังไม่ได้อ้างการรับรองจาก อบก. โมเดล AI ที่ผ่านการอนุมัติ หรือการออกเครดิต

01 · เริ่มจากคำถามให้ตรงกัน

“ป่านี้เก็บคาร์บอนอยู่เท่าไร” กับ “โครงการนี้จะได้รับเครดิตเท่าไร” ต้องใช้หลักฐานต่างกัน ป่าอาจมีคาร์บอนสะสมอยู่มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าคาร์บอนทั้งหมดนั้นจะนำมาขอเครดิตใหม่ได้

สิ่งที่ต้องแยก ความหมายแบบอ่านง่าย เครื่องมือนี้ทำอะไร
คาร์บอนคงเหลือ คาร์บอนในส่วนของต้นไม้ที่นับรวม ณ วันที่หนึ่ง แสดงเป็น tCO₂e แปลงมวลชีวภาพที่ระบุ หรือรับค่าคาร์บอนต้นไม้รวมที่มีขอบเขตตรงกัน
ผลต่างในช่วงติดตาม ความเปลี่ยนแปลงระหว่างวันที่เปรียบเทียบกันได้ หลังหักรายการที่วิธีกำหนด คำนวณค่าประเมินจากข้อมูลที่ให้มา และเก็บค่าติดลบไว้
เครดิตที่ออกแล้ว หน่วยที่ผ่านขั้นตอนอนุมัติและบันทึกตามโครงการที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เชื่อมทะเบียน และไม่อนุมานจากค่าประเมิน
เส้นทางของหลักฐาน
  1. ตรวจคุณสมบัติโครงการและกำหนดขอบเขต
  2. ตรวจวัดคาร์บอนต้นไม้สองวันที่เปรียบเทียบกันได้
  3. คำนวณตามวิธีที่เลือกและหักรายการที่กำหนด
  4. ทวนสอบโดยอิสระและผ่านการอนุมัติ
  5. การออกเครดิตในทะเบียนเป็นอีกขั้นตอนภายนอก

ลำดับนี้สำคัญ การวาดรูปหลายเหลี่ยมกำหนดพื้นที่คำนวณ แต่ไม่ได้พิสูจน์สิทธิที่ดิน การเห็นต้นไม้ไม่ได้พิสูจน์ additionality หรือประโยชน์ส่วนเพิ่มตามเงื่อนไขของวิธีที่ใช้ และยอดขึ้นทะเบียนไม่ได้พิสูจน์ว่าคาร์บอนชุดเดียวกันไม่เคยถูกนำไปอ้างสิทธิที่อื่น

02 · ตามคาร์บอนหนึ่งตันผ่านสูตร

ก่อนต้นไม้จะกลายเป็นตัวเลขในบัญชีคาร์บอน ต้องมีการตรวจวัด เส้นผ่านศูนย์กลางกับความสูงนำเข้าสู่ สมการแอลโลเมตรี ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่พัฒนาจากต้นไม้ที่วัดจริงเพื่อประมาณมวลชีวภาพแห้ง คำว่า “แห้ง” สำคัญ เพราะน้ำเพิ่มน้ำหนักโดยไม่ได้เพิ่มคาร์บอนที่กำลังประเมิน สมการต้องเหมาะกับประเภทป่าและพรรณไม้ด้วย

ตัวนำเข้าปัจจุบันรองรับสมการภาคผนวก TGO สำหรับป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง โดยต้นไม้มี DBH ตั้งแต่ 4.5 ซม. ระบบประมาณมวลเหนือดินของต้นไม้ แล้วขยายค่าจากพื้นที่สำรวจภายใต้สมมติฐานว่ามีชั้นภูมิเดียวและแปลงเป็นตัวแทนของพื้นที่ สูตรไม่ได้ยืนยันให้ว่าการสุ่มแปลงเหมาะสม ไฟล์ CSV รุ่นนี้ยังแทนแปลงว่างไม่ได้ จึงห้ามตัดแปลงที่ไม่มีต้นไม้ออกเพื่อให้ระบบอ่านไฟล์ได้ รายละเอียดสัมประสิทธิ์ หน่วย และสิ่งที่ไม่นับรวมอยู่ใน คู่มือ

เส้นทางของหลักฐาน
  1. เส้นผ่านศูนย์กลาง (ซม.) และความสูง (ม.) จากแปลงสำรวจ
  2. สมการที่เหมาะกับพรรณไม้ → มวลชีวภาพเหนือดินแห้ง
  3. ขยายค่าตามพื้นที่สำรวจภายในชั้นภูมิที่เป็นตัวแทน
  4. รวมรากด้วยสัดส่วนรากต่อต้นที่ใช้ได้กับกรณีนั้น
  5. คูณสัดส่วนคาร์บอน แล้วคูณ 44/12 → tCO₂e

สำหรับพรรณไม้ทั่วไปใน เครื่องมือคำนวณต้นไม้ TGO v2 ใช้สัดส่วนรากต่อมวลเหนือดิน 0.27 และสัดส่วนคาร์บอน 0.47 ส่วน 44/12 ใช้แปลงมวลคาร์บอนเป็นมวล CO₂ ที่สอดคล้องกัน พรรณไม้กลุ่มอื่นมีค่าต่างออกไป หากข้อมูลรวมรากอยู่แล้วหรือเป็น tCO₂e อยู่แล้ว การคูณซ้ำจะทำให้ผลสูงเกินจริง

ตัวอย่างที่ลองคำนวณตามได้

สมมติมวลชีวภาพเหนือดินแห้งของโครงการเดิมเพิ่มจาก 1,000 เป็น 1,100 ตัน โดยใช้ปัจจัยและส่วนที่นับรวมเหมือนกัน ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลสมมติสำหรับอธิบาย ไม่ใช่ผลสำรวจป่าจริงในประเทศไทย

ขั้น การคำนวณ ผล
มวลเหนือดินที่เพิ่ม 1,100 − 1,000 มวลแห้ง 100 ตัน
รวมรากที่ประมาณ 100 × 1.27 มวลรวม 127 ตัน
แปลงเป็นคาร์บอน 127 × 0.47 59.69 tC
แปลงเป็น CO₂ 59.69 × 44/12 218.8633 tCO₂

นี่คือการเพิ่มของคาร์บอนก่อนหักรายการที่เกี่ยวข้อง ถ้าใช้ระยะเวลาห้าปีพอดี ค่าเฉลี่ยคือ 43.7727 tCO₂ ต่อปี ส่วนแอปใช้จำนวนวันที่ผ่านไปหารด้วย 365.25 จึงได้ค่าเฉลี่ยของวันที่ตัวอย่างต่างกันเล็กน้อย ค่าเฉลี่ยรายปีไม่ได้สร้างสิทธิให้อ้างเครดิตเพิ่มอีกห้าครั้งนอกเหนือจากยอดรวมของช่วงนั้น

อ้างอิงบัญชีที่เลือกคือ Standard T-VER-S-METH-13-01 v2: คาร์บอนต้นไม้ปัจจุบัน ลบค่าฐานหรือครั้งล่าสุดที่รับรอง ลบการปล่อยจากโครงการตามที่กำหนดและ leakage วิธีนี้ไม่พิจารณา leakage จึงกำหนดส่วนนี้เป็นศูนย์ในเครื่องมือ ต้องอ่านเงื่อนไขไฟไหม้ คุณสมบัติ และเกณฑ์โครงการขนาดเล็กจากเอกสารฉบับเต็ม กิจกรรมหรือมาตรฐานระดับอื่นอาจใช้บัญชีต่างกัน หากคาร์บอนลดลง ผลต้องติดลบ ระบบไม่ควรซ่อนการสูญเสียด้วยการเปลี่ยนเป็นศูนย์

03 · ดาวเทียมเห็นอะไร และยังต้องรู้อะไรจากคนในพื้นที่

หน้า ผลิตภัณฑ์พืชพรรณของ JAXA เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี มีทางไปสู่ดัชนีพืชพรรณ ข้อมูลพื้นที่ใบ และผลิตภัณฑ์ป่า/ไม่ใช่ป่า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลสังเกตพืชพรรณ ไม่ใช่ยอดเครดิตที่ออกแล้ว

NDVI เปรียบเทียบการสะท้อนแสงสีแดงกับอินฟราเรดใกล้ ช่วยบอกลักษณะความเขียว แต่พิกเซลที่เขียวขึ้นไม่ได้แปลเป็นคาร์บอนจำนวนเดียวกันได้ทุกแห่ง ประเภทป่า ฤดูกาล โครงสร้างเรือนยอด และสภาพขณะสังเกตมีผลต่อการตีความ โมเดลที่เชื่อมภาพกับมวลชีวภาพจึงต้องมีข้อมูลตรวจวัดและการทดสอบที่เหมาะสม

แหล่งข้อมูล ช่วยโครงการนำร่องด้านใด ข้อจำกัดที่ต้องติดไปกับข้อมูล
JAXA PALSAR / PALSAR-2 ตัวแปรเรดาร์และการคัดกรองพื้นที่ป่า ภาพโมเสกประมาณ 25 เมตร เก็บวันที่สังเกต mask และรุ่นประมวลผล ตรวจการลงทะเบียนและเงื่อนไขดาวน์โหลด
Sentinel-2 ตัวแปรเชิงแสงและหลักฐานความเปลี่ยนแปลงหลังคัดเมฆ เลือกฤดูกาลและการประมวลผลที่เทียบกันได้
NASA GEDI L4A v3 ค่าประมาณความหนาแน่นมวลเหนือดินตามรอยเท้าการวัด พร้อมค่าคลาดเคลื่อนและข้อมูลคุณภาพ ไม่ใช่การสำรวจครบทุกแปลง และไม่ใช่ค่าจริงภาคสนามที่ไร้ความผิดพลาด
แปลงตรวจวัดภาคสนาม ข้อมูลท้องถิ่นสำหรับสร้างและทดสอบโมเดลอย่างอิสระ ต้องรู้แผนสุ่ม พิกัด วันที่ พรรณไม้หรือกลุ่มไม้ และคุณภาพการวัด

เครื่องมือประเมินโครงการไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ตัวเลขมาจากข้อมูลตรวจวัดของผู้ใช้เท่านั้น ส่วนแผนที่คาร์บอน (หัวข้อ 06) ใช้ผลิตภัณฑ์ดาวเทียมที่เผยแพร่แล้ว รวมถึง ESA CCI Biomass และแผนที่ป่าของ JAXA โดยไม่ได้รันแบบจำลองของตนเอง สิ่งที่ทำคือจัดกริดใหม่ ใช้หน้ากากพื้นที่ป่า และแปลงหน่วยผลิตภัณฑ์เหล่านั้น และตัวเลขระดับภูมิทัศน์ไม่ถูกนำไปใช้ในการคำนวณโครงการ แผนที่ถนนและภาพพื้นหลังช่วยค้นตำแหน่ง ไม่ใช่หลักฐาน

04 · ให้งาน AI ที่พิสูจน์ได้ว่าทำสำเร็จหรือไม่

งานแรกของ AI ควรชัดเจน: ทำนายมวลชีวภาพของป่าประเภทที่กำหนดจากข้อมูลที่มีวันที่ แล้วเปรียบเทียบกับการตรวจวัดอิสระ โมเดลภาษาช่วยอธิบายวิธีหรือเตือนช่องข้อมูลที่ขาดได้ แต่ไม่ควรใช้ประโยคที่ฟังน่าเชื่อแทนค่ามวลชีวภาพที่ยังไม่มี

เส้นทางของหลักฐาน
  1. จับคู่พิกัดแปลง วันที่สำรวจ และข้อมูลดาวเทียม
  2. แยกแปลงฝึกออกจากแปลงทดสอบที่เป็นอิสระเชิงพื้นที่
  3. เทียบวิธีพื้นฐานกับโมเดลมวลชีวภาพที่เสนอ
  4. ทดสอบอคติ ความคลาดเคลื่อน และความไม่แน่นอนกับแปลงที่ไม่เคยเห็น
  5. ระบุขอบเขตที่ใช้ได้และขออนุมัติวิธีตามข้อกำหนด

ทางลัดที่ชวนให้หลงเชื่อคือสุ่มพิกเซลใกล้กันไปอยู่ทั้งชุดฝึกและชุดทดสอบ คะแนนอาจดีเพราะโมเดลคุ้นกับพื้นที่เดียวกัน แนวทางที่เสนอสำหรับโครงการนี้คือกันแปลงทดสอบที่แยกออกไปเชิงพื้นที่ แล้วดูข้อผิดพลาดตามประเภทป่าและช่วงมวลชีวภาพ เปรียบเทียบการถดถอยแบบง่ายกับโมเดลอย่าง Random Forest ก่อนเพิ่มความซับซ้อน ทั้งหมดนี้เป็นแผนทดสอบ ยังไม่ใช่ผลทดลองที่ทำเสร็จแล้ว

ความไม่แน่นอนต้องเดินทางไปกับสูตร ผลต่างของแผนที่คาร์บอนสองใบที่มีความคลาดเคลื่อนก็ยังมีความคลาดเคลื่อน ข้อผิดพลาดร่วมของโมเดล การสุ่มแปลง และความสัมพันธ์เชิงพื้นที่มีผลต่อความเชื่อมั่นในผลต่าง การเพิ่มทศนิยมไม่ได้แก้ปัญหาเหล่านี้ รุ่นปัจจุบันระบุชัดว่ายังไม่มีค่าความไม่แน่นอนในไฟล์ส่งออก การประเมินช่วงความเชื่อมั่นที่ผ่านการตรวจสอบยังเป็นงานที่ต้องทำก่อนใช้ประเมินโครงการอย่างจริงจัง

05 · ข้อมูลเปิด ต้องเปิดไฟล์ดูด้วย

การค้นคำว่า “ป่าไม้” ใน data.go.th เมื่อ 25 กันยายน 2569 พบ 570 ระเบียนชุดข้อมูล และ 2,111 ระเบียนทรัพยากร นี่คือจำนวนรายการในบัญชีข้อมูล ซึ่งรวมเอกสาร ชิ้นส่วนไฟล์ ลิงก์ และรายการที่อาจดูซ้ำ ไม่ใช่ชุดมวลชีวภาพพร้อมใช้ 570 ชุด งานวิจัยเลือกดาวน์โหลดและตรวจเก้าไฟล์ ส่วนแอปบรรจุข้อมูลจังหวัด-ปีที่ปรับรูปแบบแล้ว 11 ระเบียน

แหล่งที่ตรวจ สิ่งที่พบในข้อมูลจริง การตัดสินใจใช้
พื้นที่ป่าสระบุรี เจ็ดปี พ.ศ. 2561–2567; ปี 2567: 532,177.56 ไร่ บริบทจังหวัดในอดีต
พื้นที่ป่ากาญจนบุรี สี่ปี พ.ศ. 2564–2567; ปี 2567: 7,478,170.33 ไร่ บริบทจังหวัด ตรวจความสอดคล้องของหน่วยแล้ว
พื้นที่ป่า RFD ปี 2562 ZIP มีเพียง metadata ตรวจส่วนหัวไฟล์เรขาคณิตแยกต่างหาก ยังไม่นำเข้ารูปทรงเต็ม พิกัดเป็น UTM 47N ต้องแปลงก่อน
คาร์บอนพื้นที่อนุรักษ์ DNP ตารางระบุ tCO₂eq แต่ไม่มีตัวหารรายปีชัดเจน ห้ามเรียกว่าเครดิตรายปี
ตารางป่าสงวน หน่วยพื้นที่ไม่สอดคล้องกันในแถวที่ตรวจ กันออก ไม่เดาแก้ค่า

อ่านเหตุผลย้อนหลังได้ใน บันทึกวิจัยฉบับเต็ม, รายการตรวจไฟล์ และ ข้อมูลจังหวัดที่ปรับรูปแบบแล้ว วันที่แก้ไขรายการไม่ได้เท่ากับวันที่ตรวจวัด หากสัญญาอนุญาตขัดกันหรือจำกัดการใช้ ต้องตรวจให้ชัดก่อนนำไปเผยแพร่ต่อ

Dashboard กรมป่าไม้: ข้อมูลตั้งต้นที่ต้องอ่านพร้อมข้อสังเกต

Dashboard กรมป่าไม้ ที่ตรวจเมื่อ 25 กันยายน 2569 แสดงผู้ขึ้นทะเบียนสวนป่า 83,290 ราย, 83,681 แปลง, พื้นที่ 1,447,111 ไร่ และต้นไม้ 139,013,341 ต้น แต่หน้าสรุปรายภาครวมได้ 83,217 ราย ต่างกัน 73 ราย ระหว่างตรวจไม่พบวันที่ปรับปรุงที่อธิบายความต่างนี้ จึงเก็บเป็นตัวเลขจากคนละมุมมองตามที่พบ โดยไม่ได้แก้ให้ตรงกันเอง

เมื่อเปิดรายละเอียดภาคเหนือ พบผู้ขึ้นทะเบียนในน่าน 9,480 ราย และอุตรดิตถ์ 9,538 ราย ข้อมูลนี้ช่วยตั้งคำถามว่าจะเริ่มหาพันธมิตรนำร่องที่ใด แต่ไม่ได้บอกมวลชีวภาพของต้นไม้ที่ยังมีชีวิตในปัจจุบัน จุดเรียกข้อมูลสาธารณะตอบกลับเป็น HTML กับข้อมูลตั้งค่ากราฟโดยไม่ต้องล็อกอิน ยังไม่ได้ยืนยันสัญญาการให้บริการ API ที่มีเอกสารรองรับ ตัวเลขส่วนนี้เป็นภาพบันทึกการสำรวจแหล่งข้อมูล ไม่ใช่ข้อมูลสดที่เชื่อมแล้วหรือข้อมูลนำเข้าสูตร

06 · การดูดซับและการปล่อยคาร์บอน มองจากอวกาศ

เครื่องมือประเมินโครงการตอบคำถามระดับแปลง: คาร์บอนที่วัดได้ในพื้นที่นี้เปลี่ยนไปเท่าไร ส่วนแผนที่คาร์บอนตอบคำถามระดับภูมิทัศน์ ป่าในจังหวัดหนึ่งเก็บคาร์บอนไว้เท่าไร ดูดซับและปล่อยออกปีละเท่าไร และในพื้นที่เดียวกันมีการปล่อยจากแหล่งอื่นอีกเท่าไร แผนที่นี้ใช้ผลิตภัณฑ์จากข้อมูลดาวเทียมที่เผยแพร่แล้ว และไม่ได้รันแบบจำลองของตนเอง สิ่งที่ทำคือจัดกริดใหม่ ใช้หน้ากากพื้นที่ป่า และแปลงหน่วยผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ตามที่อธิบายด้านล่าง ทุกตัวเลขเป็นค่าประเมินเพื่อคัดกรอง ไม่ใช่เครดิต และไม่นำไปใช้เป็นข้อมูลนำเข้าของเครื่องมือประเมินโครงการ

เส้นทางของหลักฐาน
  1. มวลชีวภาพจากดาวเทียมความละเอียด 100 เมตร (ESA CCI 2020) และแผนที่ป่าของ JAXA (FNF 2020)
  2. นับแต่ละพิกเซลครั้งเดียว: หนึ่งจังหวัด หนึ่งช่องกริด 2.8 กม.
  3. คาร์บอนสะสมในป่า พร้อมช่วงความเชื่อมั่น 95%
  4. แสดงคู่กันแต่ไม่นำมารวม: ฟลักซ์ป่าจาก GFW ไฟจาก GFED และ CO₂ ฟอสซิลจาก ODIAC
  5. ตรวจเทียบกับ Climate TRACE และบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (BTR1)

สี่ปริมาณ สี่ชุดข้อมูล

ปริมาณ สิ่งที่แผนที่แสดง ชุดข้อมูล ช่วงเวลา ความละเอียด
คาร์บอนสะสม คาร์บอนในต้นไม้ในพื้นที่ป่า หน่วย tCO₂e ESA CCI Biomass v7.0 มวลชีวภาพเหนือพื้นดิน ร่วมกับแผนที่ป่า JAXA PALSAR-2 FNF v2.1.0 2020 100 เมตร
ฟลักซ์ของป่า การดูดซับขั้นต้น การปล่อยขั้นต้น และค่าสุทธิ หน่วย tCO₂e ต่อปี GFW forest carbon flux v1.4.3 (Harris et al. 2021; Gibbs et al. 2025) เฉลี่ย 2001–2025 แบบจำลอง 30 เมตร สรุปรายจังหวัด
ไฟ CO₂ จากไฟทุกประเภทในภูมิทัศน์ พร้อมสัดส่วนตามประเภทพื้นที่และรายเดือน GFED5.1 เฉลี่ย 2013–2022 0.25° (ประมาณ 28 กม.)
CO₂ ฟอสซิล การปล่อยจากพลังงาน อุตสาหกรรม และการขนส่ง ODIAC2025 2024 1 กม.

แหล่งตรวจเทียบ ได้แก่ Climate TRACE API v7 ข้อมูลภาคป่าไม้รายจังหวัดปี 2024 และรายงานความโปร่งใสรายสองปีฉบับแรกของประเทศไทย (BTR1) ระดับประเทศปี 2022 ขอบเขตจังหวัดเป็นข้อมูลของกรมแผนที่ทหาร เผยแพร่ผ่าน OCHA/HDX (COD-AB v01)

JAXA อยู่ตรงไหนในระบบนี้

หน้าข้อมูลพืชพรรณของ JAXA มี NDVI ดัชนีพื้นที่ใบ และแผนที่ป่า/ไม่ใช่ป่า แต่ไม่มีข้อมูลใดเป็นคาร์บอนสะสม แผนที่คาร์บอนใช้แผนที่ป่า/ไม่ใช่ป่าปี 2020 ของ JAXA สามทาง คือเป็นชั้น "ป่าไม้ JAXA (FNF 2020)" ที่มองเห็นได้ เป็นตัวกำหนดว่าส่วนใดของแต่ละพิกเซลมวลชีวภาพนับเป็นป่า และประเภทพื้นที่บกของ FNF ใช้ถ่วงน้ำหนักการกระจายข้อมูลไฟและ CO₂ ฟอสซิลที่มีความละเอียดหยาบลงบนพื้นที่บก ป่าทั้งสองชั้นของ FNF ถูกนับ คือเรือนยอดปกคลุมตั้งแต่ 90% ขึ้นไป และ 10–90%

ป่าตาม FNF ไม่ใช่ป่าตามกรมป่าไม้ FNF จัดพื้นที่ 44.7% ของประเทศเป็นป่าในปี 2020 ขณะที่กรมป่าไม้รายงาน 31.64% (102,353,484.76 ไร่) ในปีเดียวกัน แผนที่ป่าจากเรดาร์เห็นเรือนยอดต้นไม้ แต่แยกไม่ได้ว่าเป็นป่าธรรมชาติ สวนป่า หรือไม้ยืนต้นเศรษฐกิจและสวนไม้ผล คำว่า "ป่า" บนแผนที่นี้จึงหมายถึง "เรือนยอดต้นไม้ที่เรดาร์มองเห็น" ไม่ใช่ป่าตามกฎหมายหรือตามการบริหาร

ตัวเลขคำนวณอย่างไร

หนึ่งพิกเซล นับครั้งเดียว พิกเซลมวลชีวภาพขนาด 100 เมตรแต่ละพิกเซลถูกกำหนดตามจุดศูนย์กลางให้อยู่ในจังหวัดไม่เกินหนึ่งจังหวัดและในช่องกริด 2.8 กม. หนึ่งช่องพอดี ผลรวมรายจังหวัด รายช่องกริด และระดับประเทศจึงมาจากพิกเซลชุดเดียวกัน การทดสอบอัตโนมัติตรวจเงื่อนไขนี้ทุกปริมาณ พื้นที่บกของไทยที่คำนวณทีละพิกเซลได้ 515,415 ตร.กม. ตรงกับค่าที่ระบุในไฟล์ขอบเขต (515,416 ตร.กม.) และต่างจากตัวเลขทางการ 513,120 ตร.กม. ไม่เกิน 0.45%

จากมวลชีวภาพเป็น CO₂e คาร์บอนสะสม (tCO₂e) = มวลชีวภาพเหนือพื้นดิน (ตัน) × (1 + 0.27) × 0.47 × 44/12 หรือ 2.1886 tCO₂e ต่อมวลชีวภาพเหนือพื้นดินหนึ่งตัน ค่านี้เป็นค่าสำหรับต้นไม้ทั่วไปในเครื่องมือคำนวณต้นไม้ของ อบก. ชุดเดียวกับที่เครื่องมือประเมินโครงการใช้ อัตราส่วนรากต่อส่วนเหนือดินของ IPCC 2019 สำหรับป่าธรรมชาติเขตร้อนในเอเชียอยู่ระหว่างประมาณ 0.21–0.44 ตามชนิดป่าและระดับมวลชีวภาพ (2019 Refinement เล่ม 4 บทที่ 4 ตาราง 4.4) หากใช้ช่วงนั้นแทน มวลชีวภาพรวมจะเปลี่ยนไป ประมาณ −5% ถึง +13%

ส่วนที่เป็นป่าในแต่ละพิกเซล มวลชีวภาพของ ESA CCI เป็นค่าเฉลี่ยทั้งพิกเซล ไม่ว่าจะเป็นป่าหรือไม่ ระบบคูณมวลชีวภาพของแต่ละพิกเซลด้วยสัดส่วนของพิกเซลที่ FNF จัดเป็นป่า วิธีนี้สมมติว่ามวลชีวภาพกระจายเท่ากันภายในพิกเซล และทำให้ส่วนที่เป็นป่ารวมกับส่วนที่ไม่ใช่ป่าเท่ากับทั้งหมดเสมอ จึงไม่มีคาร์บอนเกินหรือหายไป

ข้อมูลความละเอียดหยาบ ข้อมูลไฟ (0.25°) และ CO₂ ฟอสซิล (1 กม.) ถูกกระจายลงพิกเซลบก 100 เมตรภายในช่องหยาบแต่ละช่องตามสัดส่วนพื้นที่บก ช่องที่แผนที่ JAXA ไม่มีพื้นที่บกเลย เช่นแนวชายฝั่งแคบ ๆ จะกระจายตามพื้นที่ทั้งหมดแทน จึงไม่มีการปล่อยใดตกหล่นในขั้นการกระจาย ส่วนที่ถูกกระจายไปนอกเขตจังหวัดของไทย เช่นในทะเลหรือข้ามพรมแดน ไม่ถูกนับโดยตั้งใจ ผลรวม CO₂ ฟอสซิลของไทยจากวิธีนี้ต่างจากวิธีหยาบที่นับทั้งช่อง 1 กม. ตามจุดศูนย์กลางเพียง 0.3%

กรอบที่วาด ผลรวมของกรอบคำนวณจากช่องกริด 2.8 กม. โดยถ่วงน้ำหนักแต่ละช่องด้วยสัดส่วนพื้นที่บนทรงกลมที่อยู่ในกรอบ และสมมติว่าค่ากระจายเท่ากันภายในช่อง ระบบนับเฉพาะพื้นที่บกในไทย ส่วนของกรอบที่อยู่นอกประเทศไม่ถูกนับ ขอบเขตโครงการที่นำเข้าในเครื่องมือประเมินจะคำนวณด้วยจุดตัวอย่างแบบตาราง 4×4 (16 จุด) ต่อช่อง ในทางปฏิบัติตัวเลขของกรอบจึงมีความละเอียดประมาณ 2.8 กม. ไม่ใช่ 100 เมตร ตัวเลขจะถูกทำให้จางลงเมื่อด้านที่สั้นกว่าของกรอบแคบกว่าช่องของชุดข้อมูล คือ 2.8 กม. สำหรับคาร์บอนสะสม 28 กม. สำหรับไฟ และ 1 กม. สำหรับ CO₂ ฟอสซิล

ความไม่แน่นอน: บอกเป็นช่วง ไม่ใช่ทศนิยม

ESA CCI เผยแพร่ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทุกพิกเซล แต่ความคลาดเคลื่อนเหล่านั้นรวมกันในระดับจังหวัดอย่างไรขึ้นกับสิ่งที่แผนที่ไม่รู้ คือพิกเซลข้างเคียงคลาดเคลื่อนไปในทางเดียวกันมากแค่ไหน แผนที่คาร์บอนจึงให้ช่วง 95% สองแบบ:

  • คลาดเคลื่อนเป็นอิสระต่อกัน ความคลาดเคลื่อนหักล้างกันเมื่อรวมพิกเซล ระดับประเทศได้ ±0.03%
  • คลาดเคลื่อนไปทางเดียวกันทั้งหมด ทุกพิกเซลคลาดเคลื่อนไปทางเดียวกัน ระดับประเทศได้ ±110% โดยขอบล่างหยุดที่ศูนย์

กรณีคลาดเคลื่อนไปทางเดียวกันทั้งหมดเป็นเพดานสูงสุด ค่าจริงคาดว่าอยู่ระหว่างสองช่วงนี้ งานศึกษาการประเมินมวลชีวภาพรายแปลงที่ดินในรัฐนิวยอร์กพบว่าความคลาดเคลื่อนคงเหลือที่สัมพันธ์กันเชิงพื้นที่เป็นส่วนหลัก (Johnson et al.) ช่วงแคบจึงน่าจะดีเกินจริงสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ ทั้งสองช่วงไม่รวมความเอนเอียงเชิงระบบของแผนที่ แผนที่มวลชีวภาพระดับโลกมักประเมินพื้นที่มวลชีวภาพต่ำสูงเกินและพื้นที่มวลชีวภาพสูงต่ำเกิน (Araza et al. 2022) เอกสารสรุป CCI Biomass (จัดทำสำหรับรุ่น v5 ส่วนแผนที่นี้ใช้ v7.0) แนะนำให้ตรวจยอดรวมระดับภูมิภาคเทียบกับการสำรวจทรัพยากรป่าไม้แห่งชาติหรือแปลงภาคสนาม และไม่ควรใช้ค่าของพิกเซลเดี่ยวความละเอียดเต็มโดยลำพัง (เอกสารสรุป CCI Biomass v5) ข้อมูลสรุประดับจังหวัดของ GFW มีเพียงองค์ประกอบความแปรปรวนบางส่วน ไม่ใช่ความไม่แน่นอนของฟลักซ์ที่ครบถ้วน และแผนที่นี้ไม่ได้ใช้ ค่าประเมินการดูดซับระดับโลกของ GFW ช่วง 2001–2023 คือ −14.5 ± 7.7 GtCO₂ ต่อปี (Gibbs et al. 2025) ส่วน GFED และ ODIAC ไม่มีค่าความไม่แน่นอนรายพิกเซล และรูปแบบเชิงพื้นที่ของ ODIAC ก็เป็นแบบจำลอง คือกระจายยอดรวมระดับประเทศด้วยแสงไฟกลางคืนและแหล่งกำเนิดแบบจุด

ทำไมไม่นำตัวเลขเหล่านี้มารวมกัน

  • การปล่อยจากป่าของ GFW รวมการสูญเสียป่าจากไฟแล้ว ไฟของ GFED ในประเภทป่า โดยเฉพาะประเภท "แผ้วถางป่า" อาจนับเหตุการณ์บางส่วนซ้ำกัน ระบบทำเครื่องหมายไว้และไม่นำมารวม
  • GFED นับไฟทุกประเภทในภูมิทัศน์ ประเภทพื้นที่มาจากแผนที่สิ่งปกคลุมดินของ GFED เอง ในไทยคาร์บอนจากไฟ 79% อยู่ในประเภททุ่งหญ้า ไม้พุ่ม และสะวันนา อยู่ในพื้นที่เกษตรเพียง 9% ส่วนเชียงใหม่ซึ่ง JAXA จัดพื้นที่ 80% เป็นป่า กลุ่มสะวันนามีสัดส่วน 90% พื้นที่ส่วนใหญ่นี้เป็นป่าผลัดใบตามนิยามของไทย และบัญชีแห่งชาติของไทยรายงานการสูญเสียคาร์บอนจากไฟป่าในพื้นที่ป่า แนวทางของ IPCC ถือว่า CO₂ จากการเผาในพื้นที่เกษตรและทุ่งหญ้าสมดุลกับการงอกกลับ แต่สมมติฐานนี้ไม่ครอบคลุมไฟทั้งหมดนี้ CO₂ จากไฟจึงแสดงเป็นการปล่อยขั้นต้นจากการเผา ไม่ใช่การสูญเสียคาร์บอนสะสมสุทธิ
  • ODIAC ไม่รวมการใช้ที่ดินและการเผาชีวมวล ขอบเขตจึงเสริมกัน แต่ปีและวิธีการต่างกัน ระบบแสดงไว้ข้างกัน ไม่นำไปหักลบ
  • ค่าสุทธิที่แสดงมีเพียงค่าของ GFW เอง คือการปล่อยลบการดูดซับภายในแบบจำลองเดียวกัน ค่าติดลบหมายถึงป่าเป็นแหล่งดูดซับสุทธิ
  • ไม่นำคาร์บอนสะสมสองปีมาลบกัน ESA เตือนว่าผลต่างระหว่างปีของ CCI อาจมีความเอนเอียงสูง (เอกสารสรุปข้างต้น) และ Global Forest Observations Initiative จัดการประเมินการเปลี่ยนแปลงจากแผนที่มวลชีวภาพสองช่วงเวลาไว้ในระดับงานวิจัย (GFOI 2025)

ละอองลอยไม่ใช่คาร์บอน

ชั้นข้อมูลบรรยากาศตอบคำถามคนละข้อกับบัญชีคาร์บอน:

  • ความลึกเชิงแสงของละอองลอย (AOD) วัดอนุภาค คือฝุ่นและควัน เห็นฤดูเผาได้ชัด แต่ไม่มี CO₂
  • คาร์บอนมอนอกไซด์ บ่งชี้การเผาไหม้ แต่ไม่ใช่ CO₂
  • CO₂ ในคอลัมน์อากาศ (XCO₂) จาก OCO-2 เป็นความเข้มข้นตามแนววงโคจรแคบ ๆ ไม่ใช่ปริมาณการปล่อย

การแปลง XCO₂ เป็นปริมาณการปล่อยโดยตรงทีละกลุ่มควัน ทำได้เฉพาะแหล่งขนาดใหญ่ที่อยู่โดดเดี่ยว งานศึกษาโรงไฟฟ้าที่ OCO-2 และ OCO-3 ตรวจพบ ใช้ได้เพียง 106 กรณีจากแนวการสังเกตราว 23,000 แนว (Atmospheric Chemistry and Physics, 2023) ส่วนการคำนวณย้อนกลับทางบรรยากาศที่ใช้ OCO-2 ประเมินฟลักซ์สุทธิได้ในระดับประเทศและภูมิภาคอย่างหยาบ (Byrne et al. 2023) ไม่ใช่ยอดรวมรายจังหวัด ชั้นข้อมูลบรรยากาศ (NASA GIBS) จึงแสดงเป็นภาพพร้อมคำอธิบายเท่านั้น ไม่แสดงเป็นตัวเลข

บัญชีระดับประเทศสองชุด วางคู่กัน

บัญชี ดูดซับ ปล่อย สุทธิ ขอบเขต
GFW เฉลี่ย 2001–2025 92.9 ล้านตัน/ปี 71.7 ล้านตัน CO₂e/ปี −21.2 ล้านตัน CO₂e/ปี ป่าจากดาวเทียมที่มีเรือนยอด >30% ในปี 2000 หรือเพิ่มขึ้นภายหลัง การสูญเสียแบบเปลี่ยนทั้งแปลง
BTR1 ปี 2022 พื้นที่ป่าที่คงเป็นป่า 49.0 ล้านตัน 19.7 ล้านตัน −29.3 ล้านตัน พื้นที่ที่มีการจัดการตามนิยามของประเทศ
BTR1 ปี 2022 การเปลี่ยนพื้นที่เป็นเกษตร — 12.5 ล้านตัน +12.5 ล้านตัน การแปลงเป็นพื้นที่เกษตร
BTR1 ปี 2022 ภาค LULUCF ทั้งหมด 156.8 ล้านตัน 48.6 ล้านตัน −107.9 ล้านตัน รวมพื้นที่เกษตรที่คงเป็นเกษตร −91.5 ล้านตัน

ที่มา: แถว GFW คือผลรวมข้อมูลสรุป 77 จังหวัดหารด้วย 25 (เท่ากับตารางระดับประเทศของ GFW เอง) การปล่อยของ GFW รวมมีเทนและไนตรัสออกไซด์ แถว BTR1 มาจากตาราง 2-184 หน้า 2-241 หน่วยล้านตัน การดูดซับและการปล่อยเป็น CO₂ ค่าสุทธิของทั้งภาครวมมีเทนและไนตรัสออกไซด์จากการเผาชีวมวล 0.27 ล้านตันด้วย แหล่งดูดซับส่วนใหญ่ที่ประเทศไทยรายงานอยู่ในพื้นที่เกษตรที่คงเป็นเกษตร ไม่ใช่ป่า นอกจากนี้แบบจำลองป่าจากดาวเทียมกับบัญชีแห่งชาตินิยามคำว่า "ป่า" และ "เกิดจากมนุษย์" ต่างกัน ในระดับโลก แบบจำลองบัญชีคาร์บอน (bookkeeping model) กับบัญชีแห่งชาติต่างกันราว 6.7 GtCO₂ ต่อปีด้วยเหตุผลด้านนิยามทำนองเดียวกัน (Grassi et al. 2023) แผนที่คาร์บอนแสดงทั้งสองชุดและไม่เลือกชุดใดชุดหนึ่ง

การตรวจสอบที่ทำแล้ว

ดำเนินการเมื่อ 26 กันยายน 2026:

  • การอนุรักษ์ผลรวม ผลรวมรายจังหวัด รายช่องกริด และกรอบที่คลุมทั้งประเทศ ให้ค่าเท่ากับยอดรวมประเทศทุกปริมาณ และกรอบที่แบ่งเป็นสองส่วนรวมกันได้เท่ากับกรอบเต็ม
  • การจับคู่ขอบเขต ชื่อจังหวัด COD-AB ทั้ง 77 จังหวัดจับคู่กับชื่อ GADM ของ Climate TRACE ได้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง แถวของ GFW เชื่อมด้วยเลข GADM เดียวกัน และพื้นที่จังหวัดของ GFW ต่างจาก COD-AB ไม่เกิน 6.7% ยืนยันว่าเลขรหัสตรงกัน
  • CO₂ ฟอสซิล ยอดรวมของไทยจาก ODIAC ปี 2024 คือ 290.0 ล้านตัน ส่วน BTR1 รายงาน CO₂ ไม่รวมภาคการใช้ที่ดิน 271.1 ล้านตันในปี 2022 (ตาราง 2-3) ในจำนวนนี้เป็นภาคพลังงาน 241.3 ล้านตัน และกระบวนการอุตสาหกรรม 28.6 ล้านตัน ขอบเขตต่างกัน (ODIAC ครอบคลุมการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซีเมนต์ และการเผาทิ้งก๊าซ) ปีต่างกัน และ ODIAC คาดการณ์ปีล่าสุดจากสถิติพลังงาน
  • ฤดูไฟ คาร์บอนจากไฟ 83% อยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เฉพาะเดือนมีนาคม 44% สอดคล้องกับฤดูเผาในภาคเหนือ
  • เชียงใหม่ CO₂ จากไฟตาม GFED ปีละ 12.1 ล้านตัน (2013–2022 ทุกประเภทพื้นที่) ส่วนไฟในพื้นที่ป่าตาม Climate TRACE 6.3 ล้านตัน CO₂e (2024 เฉพาะป่า) ขอบเขตต่างกันแต่อยู่ในระดับขนาดเดียวกัน
  • ที่มาของข้อมูล URL ขนาดไฟล์ ค่า SHA-256 และวันที่ดาวน์โหลดของไฟล์ต้นทางทุกไฟล์อยู่ในรายการข้อมูลของบัญชี โค้ดประมวลผลคือ scripts/ingest/build_ledger.py

สิ่งที่แผนที่นี้บอกไม่ได้

  • เครดิต คุณสมบัติโครงการ หรือส่วนเพิ่มเติม (additionality) ตัวเลขการดูดซับจากดาวเทียมไม่มีกรณีฐาน ไม่มีการหักการรั่วไหล ไม่มีส่วนกันความเสี่ยงด้านความคงทน และไม่ผ่านการทวนสอบอิสระ ดูหลักการ Core Carbon Principles ของ ICVCM
  • วิธีที่ได้รับการรับรอง แบบจำลองการสำรวจระยะไกลสำหรับ T-VER ต้องได้รับการรับรองจาก อบก. ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังไม่ได้รับการรับรองสำหรับใช้กับโครงการ
  • สภาพปัจจุบัน คาร์บอนสะสมเป็นของปี 2020 ฟลักซ์ของป่าเป็นค่าเฉลี่ย 2001–2025 ไฟเป็นค่า 2013–2022 และ CO₂ ฟอสซิลเป็นปี 2024
  • ฟลักซ์ภายในกรอบที่วาด กริด 30 เมตรของ GFW ต้องใช้คีย์ API และยังไม่ได้นำเข้า แผนที่แจ้งไว้ตรง ๆ แทนการแสดงค่าเป็นศูนย์

07 · โครงการแรกต้องให้เหตุผลที่ดีพอสำหรับโครงการถัดไป

เริ่มจากโครงการเดียวที่ตรวจขอบเขต สิทธิ วิธีคำนวณ และข้อมูลภาคสนามได้ ตกลงคำถามก่อนว่าจะคัดกรองพื้นที่ ประเมินคาร์บอนคงเหลือ หรือเตรียมหลักฐานติดตามผล เพราะแต่ละคำถามต้องการความหนักแน่นของหลักฐานต่างกัน

เส้นทางของหลักฐาน
  1. หนึ่งโครงการ: ขอบเขต สิทธิ และวิธีที่ใช้ได้
  2. ข้อมูลฐานและสำรวจซ้ำ พร้อมวันที่และหน่วย
  3. คำนวณซ้ำให้ได้ผลตรงกันและตรวจสมมติฐาน
  4. ตรวจสอบอิสระและประเมินความไม่แน่นอน
  5. ทบทวนกับโครงการมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อนขยายผล

ชุดข้อมูลนำร่องควรมีขอบเขตที่ระบุรุ่น รายละเอียดการขึ้นทะเบียนถ้ามี แผนสุ่มสำรวจ ข้อมูลแปลงในวันที่เทียบกันได้ บันทึกการรบกวนป่า และสิทธิการใช้ข้อมูล หากใช้ผู้ให้บริการสำรวจระยะไกลที่ได้รับอนุมัติ ต้องขอคำจำกัดความผลลัพธ์ ขอบเขตการอนุมัติ และเอกสารความไม่แน่นอนมาด้วย การอนุมัติของแพลตฟอร์มอื่นไม่ได้ถ่ายโอนมายังแอปนี้

โครงการนำร่องจะมีคุณค่าเมื่อผู้ตรวจที่มีความรู้สามารถคำนวณซ้ำ อธิบายข้อจำกัด และชี้ได้ว่าการวัดอะไรเพิ่มจะเปลี่ยนข้อสรุป เป้าหมายนี้ยากกว่าการทำให้แผนที่ดูน่าเชื่อ และเป็นเหตุผลที่ควรลงมือสร้างเครื่องมือนี้

08 · ผู้ริเริ่มโครงการ

Dr Non Arkaraprasertkul ขณะบรรยายพร้อมไมโครโฟน

Dr Non Arkaraprasertkul

สถาปนิก นักมานุษยวิทยา และผู้สร้างระบบข้อมูลเพื่อสาธารณะ ประวัติที่เผยแพร่ระบุการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมที่ MIT ด้านมานุษยวิทยาที่ Harvard และงานส่งเสริมเมืองอัจฉริยะที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

จุดเชื่อมกับคาร์บอนป่าไม้คือคำถามด้านการออกแบบ: จะทำให้หลักฐานที่ซับซ้อนเป็นสิ่งที่คนตัดสินใจใช้ได้อย่างไร โครงการนี้นำคำถามดังกล่าวมาใช้กับขอบเขตพื้นที่ การตรวจวัด และข้อมูลที่ตรวจย้อนกลับได้ของแต่ละค่าประเมิน

เว็บไซต์ส่วนตัว · โครงการสาธารณะ · LinkedIn

ภาพจาก หน้าประวัติ RMIT Vietnam ตรวจประวัติร่วมกับ เว็บไซต์ส่วนตัว เมื่อ 25 กันยายน 2569 การระบุหน่วยงานเป็นข้อมูลประวัติ ไม่ได้อ้างว่าหน่วยงานรับรองโครงการนำร่องอิสระนี้ เนื้อหานี้ไม่ได้สร้างคำพูดส่วนตัวหรือเรื่องเล่าประสบการณ์ภาคสนามขึ้นใหม่

09 · เก็บหลักฐานไว้ใกล้มือ

คู่มือภาษาไทย และ คู่มือภาษาอังกฤษ อธิบายวิธีใช้จริง สูตร รูปแบบไฟล์ และการเผยแพร่ ส่วน บัญชีแหล่งข้อมูล เก็บรายการอ้างอิงที่มากับระบบ โค้ดและการทดสอบ เปิดเผยพร้อมบันทึกตรวจข้อมูลต้นฉบับ เอกสารทางการที่เชื่อมไว้ข้างต้นกำหนดรายละเอียดของแต่ละวิธี หน้านี้ช่วยอธิบายให้อ่านเข้าใจ แต่ไม่ใช้แทนข้อกำหนดเหล่านั้น

ลองเปิดเครื่องมือ ใช้ตัวอย่างที่ติดป้ายว่าข้อมูลสมมติ แล้วตามตัวเลขหนึ่งค่ากลับไปถึงข้อมูลตั้งต้น จากนั้นถามว่าต้องมีหลักฐานอะไรเพิ่มจึงจะแทนตัวอย่างนั้นด้วยป่าจริงได้ ตรงนั้นเองคืองานที่เครื่องมือนี้ตั้งใจช่วย

Global data sources, cadence and fallback rules / แหล่งข้อมูลโลกและรอบการอัปเดต.

มาตรฐาน ขอบเขต และความรับผิดชอบ

ระบบนำร่องเพื่อวิจัยและประเมิน · ไม่ใช่เครดิตที่ผ่านการรับรอง คุณสมบัติด้านล่างสนับสนุนแนวปฏิบัติบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ISO เป็นการอธิบายความเชื่อมโยงด้านการออกแบบ ยังไม่ใช่การตรวจความสอดคล้องครบทุกข้อ การรับรอง ISO หรือความเห็นจากผู้ทวนสอบ

ISO 14064-2:2019 · บัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับโครงการ
ขอบเขตโครงการ วันที่ฐานและช่วงติดตาม ปัจจัยที่ระบุที่มา และข้อมูลส่งออกที่คำนวณซ้ำได้ ช่วยให้การประเมินโปร่งใส การตรวจคุณสมบัติ เหตุผลของกรณีฐาน และแผนติดตามครบถ้วนยังต้องจัดทำรายโครงการ
ISO 14064-3:2019 · การตรวจสอบความใช้ได้และการทวนสอบ
แหล่งข้อมูล รุ่น สมมติฐาน และบันทึกการคำนวณช่วยเตรียมหลักฐานสำหรับผู้ตรวจอิสระ ซอฟต์แวร์นี้ไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบหรือทวนสอบอย่างอิสระ
ISO 14065:2020 · หน่วยตรวจสอบและทวนสอบ
ใช้พิจารณาหน่วยงานที่จะตรวจสอบข้อมูลสิ่งแวดล้อม มาตรฐานนี้ใช้กับหน่วยงานดังกล่าว แอปพลิเคชันนี้ไม่ใช่ผู้ทวนสอบที่ได้รับการรับรองระบบงาน

หลักเกณฑ์ T-VER และระเบียบวิธีที่ได้รับอนุมัติซึ่งใช้กับโครงการ เป็นตัวกำหนดคุณสมบัติและการออกเครดิต คาร์บอนสะสมจากดาวเทียมไม่ใช่เครดิตของช่วงติดตาม และภาพละอองลอยไม่ใช่การวัดคาร์บอนเครดิต

ไฟล์โครงการประมวลผลในหน่วยความจำเบราว์เซอร์ โปรดส่งออกเพื่อเก็บบันทึก ผู้ให้บริการแผนที่ได้รับคำขอภาพแผนที่ เซิร์ฟเวอร์ดึงข้อมูลโลกที่เผยแพร่สาธารณะ เงื่อนไขและวันที่ของแต่ละแหล่งยังมีผล เครื่องหมายองค์กรระบุบริบทโครงการ ไม่ใช่หลักฐานการรับรองโดยองค์กร ISO หรือ อบก. ตรวจแหล่งอ้างอิงมาตรฐาน 26 กันยายน 2569